แม้จะรักษาศีลถึง 100 ปี ก็ได้บุญไม่เท่าการทำสิ่งนี้

แม้จะรักษาศีลถึง 100 ปี ก็ได้บุญไม่เท่าการทำสิ่งนี้

พวกเราชาวพุทธ ถูกสอนให้ทำความดี สร้างบุญดี เพื่อสะสมบุญบารมีไว้จะได้มีชีวิตที่สงบสุข แม้จะรักษาศีลถึง 100 ปี ก็ไม่เท่าการทำสิ่งนี้ นั่นคือ การเจริญภาวนา ซึ่งการเจริญภาวนาเป็นการสร้างบุญที่ถือว่าได้บุญบารมีมากที่สุด และยิ่งใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนา เพราะเป็นการทำด้วยใจ ที่สะอาดบริสุทธิ์

พระพุทธองค์กล่าวเอาไว้ว่า

“แม้จะรักษาศีล 227 ข้อให้ไม่ด่างพร้อยถึง 100 ปีก็สู้การทำสมาธิภาวนาเพียงแค่ ชั่ วไก่กระพือปีกหรือช้างกระดิกหูไม่ได้”

การเจริญภาวนา สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

1. การทำสมาธิด้วยสมถะภาวนา

เป็นการกำหนดลมหายใจ เพื่อให้จิตใจสงบนิ่ง ไม่วอกแวกไปที่ไหน พูดง่ายๆคือ การทำสมาธิ ซึ่งการทำสมาธิก็สามารถทำได้หลายแบบ และวิธีที่ง่ายที่สุดและคนส่วนใหญ่นิยมทำเป็นประจำก็คือ “การไหว้พระสวดมนต์” เพราะการสวดมนต์จะทำให้ให้จิตใจจดจ่ออยู่กับบทสวด และถือว่าเป็นการทำสมาธิระดับต้นขั้นที่หนึ่ง หรืออีกแบบที่คนส่วนใหญ่ใช้ฝึกสมาธิก็คือ การนั่งสมาธิ เพื่อกำหนดลมหายใจ ทำให้จิตใจนิ่งสงบอยู่กับลมหายใจเข้าออก

2. การเจริญปัญญา

สำหรับการเจริญปัญญาจะไม่เหมือนกับการทำสมาธิ เพราะการเจริญปัญญา ไม่ใช่ทำให้แค่จิตใจตั้งมั่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการรคิด “ใคร่ครวญ” เพื่อหาเหตุผลและความจริงบนโลกนี้ว่า สิ่งทั้งหลายในโลกนี้เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป

ผลของการเจริญสมาธิและปัญญา

การเจริญสมาธิและปัญญา จะทำให้พบกับความสุขอย่างละเอียด เพราะไม่ใช่แค่ความสุขทางกาย สามารถแบ่งความสุขออกได้เป็น 3 ขั้น ดังนี้

1. ความสุขในปัจจุบัน

เมื่อฝึกทำสมาธิได้ในระดับเบื้องต้น เมื่อใจปล่อยวางและผ่อนคลายกับเรื่องต่างๆ จะเกิดเป็นผลบุญขึ้นในใจ ทำให้ใจรู้สึกเป็นสุข ไม่ว่าจะยามหลับ หรือยามตื่น ไม่ว่าอิริยาบถไหนๆ ก็มีความสุขทั้งสิ้น สุขไม่ต้องเลือกเวลาและสถานที่เพราะว่าจิตใจของเรานิ่งเป็นสุขแล้ว

2. ความสุขในโลกหน้า

เป็นความสุขระดับขั้นต่อไป เมื่อเราละจากโลกนี้ไปแล้ว จะได้ไปเสวยสุขในภพภูมิที่เป็นสุขขึ้นไปในโลกหน้า หรือเรียกว่าไปสู่ในภพภูมิที่ดี นั่นเป็นผลมาจากความใสของจิตที่ก่อนจากมีจิตใจที่ผ่องใสเป็นสุข แต่ในทางกลับกันถ้าจิตขุ่นมัว เป็นทุก ข์ ก็จะอยู่ในภพภูมิที่เป็นไปตามหลักแห่งกรร ม

3. ความสุขอันเป็นนิพพาน

เมื่อเราหมั่นเพียรและฝึกฝนเจริญภาวนาจนสามรถหลุดพ้นจาก กิ เ ล ส ในชาติปัจจุบัน ก็จะทำให้ถึงพระนิพพาน ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายเกิดใหม่ในสังสารวัฏอีก หากเราต้องการที่จะไปถึงความสุขพ้นทุก ข์ไปตลอดกาล ต้องหมั่นสะสมบุญบารมี พยายามฝึกฝนไปเรื่อยๆ และต้องมีเคล็ดวิธีการฝึกสมาธิและการเจริญปัญญาที่ถูกต้องจากผู้ที่รู้จริงเท่านั้น

เพราะฉะนั้นเราควรกระทำให้เป็นนิสัยจนกระทั่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ดั่งที่คนโบราณมีคำพูดเตือนใจที่ว่า

“เช้าใดยังไม่ได้ให้ทานหรือทำทาน เช้านั้นก็อย่าเพิ่งกินข้าว”

“วันใดที่ยังไม่ได้สมาทานศีลเพื่อที่จะตั้งใจรักษาศีล วันนั้นก็อย่าเพิ่งออกจากบ้าน”

“คืนใดที่ยังไม่ได้สวดมนต์ นั่งเจริญสมาธิภาวนาคืนนั้นก็อย่าเพิ่งเข้านอน”

เมื่อสร้างบุญไว้ได้มากพอ เมื่อถึงเวลานำไปใช้แล้วจะได้มีใช้ไม่ขาดแคลน ดังคำสอนของสมเด็จของพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี ที่ว่า “บุญเราไม่เคยสร้าง…ใครที่ไหนมาช่วยเจ้า”

ดังนั้นแล้ว ตามหลักศาสนาที่ชาวพุทธใช้ยึดเหนี่ยวจิตใจ ควรสร้างบุญอย่างสม่ำเสมอให้มากพอ เพื่อที่จะนำบุญไปใช้ให้เกิดผลได้จริง

ที่มา : ธ.ธรรมรักษ์

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *