ไม่มีที่ดินเป็นของชาวนาอีกต่อไป

ไม่มีที่ดินเป็นของชาวนาอีกต่อไป

เรื่องเล่าจากชายคนหนึ่ง… วันก่อนผมได้เรียกแท็กซี่ ใน กทม. ระหว่างนั่งอยู่บนรถ ก็ได้พูดคุยกับคนขับรถแท็กซี่ ได้ใจความว่า คุณลุงเป็นวัยกลางคน มาทำงานในเมืองกรุง ขับรถแท็กซี่ได้ 2-3 ปีแล้ว

บ้านเกิดเป็นคนต่างจังหวัดจากทางภาคอีสาน มีที่ดินทำนา มีเงินก้อนสุดท้ายจากการขายนา เลยเอาเงินมาลงทุนซื้อรถ เพื่อมาขับแท็กซี่ ระหว่างที่ฟังเรื่องราวจากคุณลุง ผมก็ได้ถามไปว่า “ทำไมถึงไม่เก็บที่นาไว้ ขายทำไม”

คุณลุงบอกว่า “ลุงมีพี่น้อง 3 คน อีก 2 คน มีหนี้สินพอตัว เงินหมุนไม่ทัน ที่นาเป็นมรดกชิ้นสุดท้ายของครอบครัว เลยจำเป็นต้องขาย แล้วเอาเงินมาแบ่งกัน”

ผมเลยถามไปว่า “แล้วทำไมไม่แบ่งขาย”

คุณลุงก็บอกว่า “แบ่งขายไม่ได้ เพราะนายทุนต้องการซื้อยกแผง ไม่งั้นก็จะไม่ซื้อเลย นายทุนให้ราคาดี ก็เลยจำใจต้องขายเพื่อเอาเงินมาแบ่งกัน”

เรื่องนี้ทำให้ผมมีความคิดว่า ปัญหาหนี้สินที่รุงรัง ปัญหาการเงินในครอบครัว หนี้สินต่างๆที่เกิดขึ้น ประกอบกับเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยจะดี และ ผลผลิตที่ไม่สามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้ ทำให้ชีวิตการเป็นอยู่ของพวกเขาเหล่านี้ต้องเผชิญกับปัญหา ฐานะความมั่งคั่งก็ลดลงกันหมด ไม่ว่าจะเป็นคนชนชั้นกลาง หรือชนชั้น ร า ก ห ญ้ า ก็ตาม

มรดกชิ้นสุดท้ายของตระกูล ผืนดินทำกินที่เคยหล่อเลี้ยงพวกเขามา ก็จำเป็นที่จะต้องขาย เพื่อความอยู่รอด คนที่มีกำลังมาซื้อ ก็มีแต่คนที่มั่งคั่งมากกว่า เรื่องการขายที่กิน มีจำนวนเยอะมากขึ้น ช่องว่างระหว่าง ค น ร ว ย กับ ค น จ น ก็มากขึ้นทุกวัน เรียกได้เลยว่า รวยกระจุก จ น ก ร ะ จ า ย

มีข้อมูลจาก The Credit Suisse Global Wealth Report 2018 ได้ระบุไว้ว่า ไ ท ย เป็นประเทศที่มี ค ว า ม เ ห ลื่ อ ม ล้ำ สูงเป็นอันดับต้นๆของโลก โดยที่มีคนแค่ 1 % ถือครองความมั่นคั่ง หรือมีทรัพย์สินรวมถึง 67% ของทรัพย์สินรวมทั้งประเทศ ในขณะที่อีก 99 % ถือครองทรัพย์สินเพียง 33% ของทรัพย์สินรวมทั้งประเทศ

หรือ อธิบายให้เห็นภาพง่ายๆคือ ในคน 100 คน จะมี 1 คน มีเงินอยู่ 67 บาท แต่อีก 99 คนที่เหลือ มีเงินรวมกันแล้วแค่ 33 บาท ตัวเลขเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศเรามี ค ว า ม เ ห ลื่ อ ม ล้ำ ทางเศรษฐกิจสูงมาก เป็นอันดับต้นๆของโลกเลยทีเดียว

ซึ่งความต้องการชีวิตคนส่วนใหญ่ ตลอดชีวิตของใครหลายๆคน ต้องการที่จะมีอิสรภาพในชีวิต แต่สุดท้ายก็ไม่มีแม้แต่ “ทางเลือก” ที่จะได้เลือกมัน

อิสระภาพคือ “ทางเลือก” ได้แก่ เลือกทำงานกับคนที่เราชอบ เลือกทำงานที่มีความหมายกับเรา เลือกทำงานในสภาพแวดล้อมที่เรามีความสุข เลือกใช้ชีวิตเพื่อตัวเราและคนที่เรารัก

แต่หลายคนก็ต้องทำงานกับความ สิ้ น ห วั ง ในชีวิต โดยที่ไม่รู้ว่าจะต้องทำงานไปอีกกี่ปี ถึงจะได้เลื่อนตำแหน่ง ก้าวหน้าขึ้นมาบ้าง เงินเดือนแต่ละปีก็แทบจะไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย

ต้องตื่นมาทำงานตั้งแต่เช้า กว่าจะได้กลับบ้านอีกทีก็ค่ำ เจอปัญหารถติด ถึงบ้านแต่ละทีก็ไม่มีแรงจะทำอะไรต่อแล้ว ต้องรีบเข้านอนเพื่อตื่นไปทำงานเช้าวันถัดไป บางวันต้องถูกเรียกมาทำงานด่วนวันเสาร์ แล้วจะเอาความสุขจากการทำงานมาจากไหนกัน

หลายคนต้องละทิ้งบ้านเกิด เข้ามาทำงานไกลบ้านในเมืองกรุง เพื่อหวังจะมีชีวิตในฝันที่ตั้งเป้าไว้ อยากจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเเดิม แต่กลับต้องมาเจอการใช้ชีวิตในเมืองกรุงที่แย่ยิ่งกว่า

ทั้งปัญหารถติด ที่ใช้เวลาไปกับการเดินทางไปทำงานซะส่วนใหญ่ มีเวลาพักผ่อนน้อยลง ปัญหา ม ล พิ ษ ส่งผลต่อสุขภาพ ทั้งค่าครองชีพที่แพงกว่าเงินเดือนที่ได้

คนส่วนใหญ่ยอมทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง ขายบ้าน ขายที่นา เพื่อนำเงินก้อนสุดท้ายมาลงทุนสร้างชีวิตใหม่ในเใืองกรุง เพื่อหวังค่าตอบแทนที่สูงกว่าทำงานในต่างจังหวัด แต่หลายๆอย่างก็ไม่ได้เป็นดั่งที่คิดไว้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : The Credit Suisse Global Wealth Report 2018 , Money Plus

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *