การแข่งขันที่เริ่มต้นไม่เท่ากันตั้งแต่แรก

การแข่งขันที่เริ่มต้นไม่เท่ากันตั้งแต่แรก

ในรั้วโรงเรียนแห่งหนึ่ง คุณครูได้พานักเรียนออกมาทำกิจกรรม โดยการให้วิ่งแข่งกันเพื่อเข้าเส้นชัย ในตอนแรก ทุกคนต่างเริ่มต้นที่จุดสตาร์ทเดียวกันที่เส้นสตาร์ท แต่การวิ่งแข่งครั้งนี้ไม่ใช่การวิ่งแข่งแบบทั่วไป เพราะคุณครูได้เพิ่มเงื่อนไขในการแข่งขันครั้งนี้เพิ่มขึ้นมา

โดยคุณครูจะพูดบางสิ่ง ซึ่งถ้าใครมีสิ่งที่คุณครูกล่าว ถึงจะมีสิทธิ์ก้าวออกมาก่อนเพื่อนหนึ่งก้าว เช่น ใครที่ไม่เคยต้องทำงานบ้านเลย ก้าวออกมา 1 ก้าว, ใครที่ไม่ต้องทำงานพาร์ทไทม์เพื่อส่งตัวเองเรียน ก้าวออกมา 1 ก้าว, ใครที่พ่อแม่ไม่ได้หย่ากัน ก้าวออกมา 1 ก้าว เป็นต้น

เมื่อคุณครูพูดไปได้ 10 ข้อ ก็มีบางคนที่อีกไม่กี่ก้าวก็จะถึงเส้ยชัยแล้ว ในณะที่บางคนก้าวออกมาได้เพียงก้าวเดียว และบางคนยังไม่ได้ก้าวออกมากับเพื่อนสักก้าวเลย แล้วจากนั้นคุณครูก็ได้เป่านกหวีด เพื่อเป็นสัญญาณให้ทุกคนออกวิ่งเพื่อเข้าเส้นชัย

สิ่งนี้มันสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นจริงในชีวิตได้อย่างชัดเจน ว่าคนเรานั้นเกิดมาไม่เท่ากัน ถึงแม้จะบอกว่าทุกคนได้ใช้ความพยายามเท่ากัน ซึ่งมันก็มีทั้งจริงและไม่จริงในคำพูดนี้ จริงที่ว่า… ทุกคนต่างใช้ความพยายามและศํกยภาพที่มีอยู่เพื่อวิ่งเข้าเส้นชัย แต่ก่อนที่จะเริ่มเป่านกหวีด บางคนก็แทบจะถึงเส้นชัยอยู่แล้ว ในขณะที่บางคนต่อให้วิ่งสุดฝีเท้าแค่ไหนก็คงไม่ทันคนใกล้เส้นชัย เพราะจุดสตาร์ทของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน

เมื่อการแข่งขันจบลง คุณครูก็พูดว่า “ถ้าเป็นในเกมส์การแข่งขัน มีกติกา ทุกคนเริ่มต้นได้อย่างเท่าเทียมกันจริง แต่ในชีวิตจริง ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะลงแข่ง แต่มันก็จะมีกติกาและเงื่อนไขในชีวิตเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งมันไม่มีทางแฟร์ และคนที่ได้ก้าวออกมา ก็ไม่ควรคิดว่ามันแฟร์ เพราะถ้าทุกคนมีโอกาสเท่ากันจริงๆ คุณต้องยืนอยู่หลังเส้นเหมือนกับเพื่อน ไม่ใช่อยู่หน้าเพื่อน”

คนที่ได้โตมาในบ้านที่พ่อเป็นตัวอย่างที่ดี โดยที่ไม่เคยต้องได้ช่วยพ่อแม่จ่ายบิลเลย เป็นสิ่งที่น่าเศร้ามาก พ่อแม่คิดว่าเลี้ยงลูกได้อย่างดี แต่มันทำให้ลูกไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ถึงความรับผิดชอบ และการช่วยเหลือครอบครัว เมื่อลูกต้องโตแล้วออกไปใช้ชีวิตด้วยตัวเองจริงๆ ก็จะยิ่งทำให้ลูกติดนิสัยรักสบาย ซึ่งในบางครั้งพ่อที่ดีก็ทำให้ลูกสบายจนไม่เคยที่จะคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน

หลายครั้งที่ชีวิตของเรามักจะถูกตัดสินจากคนในสังคม ว่าต้องทำแบบนั้น ต้องเป็นแบบนี้ถึงจะเรียกว่าถูกต้อง ต้องมีบ้านตอนอายุเท่านั้น ต้องมีรถตอนอายุเท่านี้ ซึ่งในความเป็นจริงทุกคนไม่ได้เกิดมาในปัจจัยการใช้ชีวิตที่เท่ากันตั้งแต่แรก ทำไมต้องมีอะไรตอนอายุเท่าไหร่ ถึงจะเรียกว่าเป็นคนประสบความสำเร็จ เพราะในชีวิตจริง เส้นชัยแต่ละคนไม่ใช่เส้นเดียว บางคนสั้นกว่า บางคนก็ยาวกว่าจะไปถึง แล้วเราจะถึงเส้นชัยได้พร้อมกันไปทำไม

การเดินได้ช้ากว่าคนอื่น ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีความสามารถ การเดินได้เร็วกว่าคนอื่น ไม่ใช่ว่าเก่งกว่า เพราะพื้นฐานแต่ละคนมันมาไม่เท่ากัน ดังนั้นอย่าเอาชีวิตของใครไปเปรียบเทียบกับใคร และอย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น

มันไม่สำคัญว่า…ชีวิตเราจะเริ่มต้นจาก 100 จาก 0 หรือติดลบ

แต่มันสำคัญที่ว่า…เราสามารถเดินมาได้ไกลจากจุดที่เราอยู่ได้ขนาดไหน

ขอบคุณที่มาจาก : twitter@bleuarte